การประเมินราคาก่อสร้าง  

    1.โครงสร้างต้นทุนค่าก่อสร้าง โดยทั่วไปการก่อสร้างอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างประเภทต่าง ๆ จะประกอบด้วยต้นทุนหลัก 3 ส่วน  คือค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างอาคาร และค่าบริหารโครงการ ซึ่งจะมีสัดส่วนของต้นทุนแต่ละประเภทแตกต่างกันไปตามประเภทของสิ่งก่อสร้างนั้น เช่น การก่อสร้างที่อยู่อาศัยต้นทุนค่าที่ดินจะใกล้เคียงกับต้นทุนอาคารการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ต้นทุนค่าอาคารจะสูงกว่าค่าที่ดินเป็นต้น
    2. วิธีการคำนวณต้นทุนค่าก่อสร้าง  การประมาณราคา1/ หมายถึงการกะประมาณ ตีราคา คาดคะเนและวิเคราะห์ราคาที่ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายสำหรับงานให้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ถึงแม้ว่าผู้ประมาณราคาจะได้พยายามคิดราคาอย่างละเอียด 1 แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่มีความผันแปรไปในช่วงเวลาก่อนและ / หรือระหว่างกำลังก่อสร้าง ทำให้ราคาค่าก่อสร้างคลาดเคลื่อนไปหรือระยะเวลาการก่อสร้างอาจยาวนานขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดมาจากการเขียนแบบไว้ไม่ชัดเจน หรือตัวผู้ประมาณการเองที่พิจารณาแบบและรายการก่อสร้างแตกต่างกันหรือ การเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพแตกต่างกัน หรือราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานในท้องตลาดมีระดับสูงกว่าปกติ ซึ่งผู้ประมาณราคากลางของฝ่ายสถาปนิก วิศวกรหรือฝ่ายผู้ประกอบการจะต้องมีความละเอียดรอบคอบและต้องพิจารณาเหตุการณ์อื่น ๆ ประกอบด้วย นอกจากนี้ก็ต้องคำนึงถึงขอบเขตเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของงาน ซึ่งจะทำให้ราคาต้นทุนแตกต่างกันด้วย คือ
         1) การประมาณราคาเพื่อนำเข้าประมูล ในลักษณะของงานเช่นนี้ควรมีความละเอียด เลือกวิธีการก่อสร้างที่ประหยัด เลือกวัสดุและอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น การเพิ่มวัสดุควรเผื่อไว้กรณีเกิดการเสียหายระหว่างก่อสร้างเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ต้องนำยอดราคากลางที่พอจะสืบได้จากสำนักงานสถาปนิกหรือจากหน่วยเจ้าของโครงการหรือบัญชีราคากลางของทางการ เพื่อเทียบเคียงดูว่าการประมาณราคาสูงหรือต่ำเพราะเหตุใด บางครั้งอาจประมาณราคาไว้สูงไปเนื่องจากเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ดินเกินหรือต่ำไป เนื่องจากคิดตกหล่นบางส่วนของอาคารไป เป็นต้น                    

         2) การประมาณราคาสำหรับอาคารที่ต้องทำอย่างดี การเลือกวัสดุ (นอกเหนือจากระบุ)การใช้ช่างที่มีฝีมือดี และการใช้เทคนิคการก่อสร้างเป็นพิเศษทำให้ราคาค่าก่อสร้างจะสูงขึ้น แม้จะมีการเสนอราคาสูงแต่ก็อาจได้รับงานก็ได้ เพราะเจ้าของอาคารเชื่อว่าผู้รับเหมาจะทำการก่อสร้างให้ดีได้ตามความต้องการของตนจึงควรคิดราคาอย่างเต็มที่ ซึ่ผู้รับเหมาหลายรายต้องขาดทุนเนื่องจากดูไม่ออกว่าเจ้าของต้องการผลงานแค่ไหนทำให้
ประมาณราคาผิดพลาดไป
         3) การประมาณราคาที่มีการครอบคลุมอย่างเข้มงวด โดยเจตนาของผู้รับเหมาจะทำการก่อสร้างให้ดีอยู่แล้ว แต่บุคคลผู้เป็นตัวแทนของเจ้าของอาคารตัวแทนสถาปนิก หรือวิศวกร ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างจะเข้มงวดให้เป็นไปตามแบบแปลนรวมถึงความถูกต้องในเทคนิคการก่อสร้างจึงทำให้ชะงัก นอกจากนี้ก็มีปัจจัยอื่น  ๆ อีกหลายอย่างทำให้ผู้รับเหมาต้งจ่ายเงินเกินกว่ายอดที่ประมาณไว้เสมอ จึงควรสืบดูว่าหน่วยงาน หรือเจ้าของโครงการจะมีการควบคุมกันอย่างไรใครมีหน้าที่ดังกล่าว จึงมีอยู่หลายครั้งที่ผู้ควบคุมการก่อสร้างขาดประสบการณ์ โดยคิดแต่ว่าวิธีการของ ตนถูกต้องเสมอ และมีทัศนะคติว่าผู้รับเหมาจะบิดพลิ้วจึงเข้มงวดจนกระทั่งก่อสร้างต่อไปไม่ได้โดยลืมนึกไว้ว่าหน้าที่ของการควบคุมการก่อสร้างอันหนึ่งก็คือช่วยหาวิธีการที่ดีกว่าและให้คำแนะนำแก่ผู้รับเหมา เพื่อให้งานดำเนินไปให้แล้วเสร็จตามกำหนดทุกฝ่าย ถ้าสัมพันธ์กันก็จะทำให้งานดำเนินไปตามจุดประสงค์ได้
         4) การประมาณราคางานราชการ ผู้รับเหมาหลาย ๆ รายมีความถนัดและชอบที่จะรับงานราชการ เนื่องจากมีระบบการจ่ายแน่นอนหรืออาจรู้จักบุคคลในหน่วยงานนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการต่าง ๆดังนั้นจะพบบริษัทหน้าใหม่เข้าไปประมูลงานน้อยมาก แต่งานราชการก็มีจุดอ่อนในเรื่องขั้นตอนการดำเนินงานมากและมีกรรมการหลาย ๆ ฝ่ายเปิดช่อง ฝ่ายพิจารณาการประมูล ฝ่ายทำสัญญา ฝ่ายตรวจงานเป็นลักษณะคณะกรรมการร่วมหลาย ๆ หน้าที่ทำให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะในเรื่องการเบิกจ่ายเงินจึงควรระมัดระวังและคำนึงถึงไว้ด้วย


      3. การประมาณราคาของโครงการขอกู้เงิน ธนาคารส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อการวิเคราห์ความเป็นไปด้างการเงินมากกว่าการควบคุมต้นทุนของโครงการ โดยเจ้าหน้าที่สินเชื่อ จะเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยกับโครงการที่เคยมีมาในลักษณะเดียวกันและสอบถามจากลูกค้าบริษัทก่อสร้าง และใช้ประสบการณ์ของตนเอง
ส่วนเจ้าหน้าที่ประเมินราคาของธนาคารก็ใช้หลักเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นราคาประมาณ 70% ของค่าก่อสร้าง

      4. ต้นทุนค่าก่อสร้างในโครงการประเภทเดียวกันยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้คือ
               -ขนาดความสูงของอาคารและระดับราคาขายของอาคารสำหรับบุคคลในแต่ละกลุ่มรายได้การออกแบบกำหนดให้อาคารมีความแข็งแรงมากก็ใช้ต้นทุนสูงขึ้น
               -วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งภายนอกหรือภายในตัวอาคาร ถ้ามีคุณภาพดีก็มีต้นทุนแตกต่างกันกว่าคุณภาพธรรมดาเกือบเท่าตัว
               -ตัวอาคารที่ใช้กระจกมีต้นทุนสูงกว่าอาคารคอนกรีตไม่มากนัก แต่ถ้าใช้กระจกจะมีค่าบำรุงสูงมาก
               -พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปจะถูกกว่าพื้นคอนกรีตประเภทหล่อกับที่ประมาณ 20-30% แต่พื้นคอนกรีตจะเกิดความเสียหายจากการขนส่งได้และไม่เหมาะสมกับการก่อสร้างอาคารที่สูงมาก ถึงภูมิกาศ ในเมืองไทย จึงมีการใช้พื้นคอนกรีตไร้คานแทน (ผสมระหว่างคอนกรีตสำเร็จรูปกับพื้นหล่อกับที่)
               -อาคารที่มีชั้นใต้ดินจะมีต้นทุนแพงกว่าชั้นบนดินประมาณ 2-3 เท่าตัว เช่น อาคารจอดรถ ถ้าเป็น อาคารบนดินมีต้นทุนตารางเมตร 4,000-5,000 บาท ถ้าเป็นอาคารใต้ดินแล้วมีต้นทุนตารางเมตรละ 12,000-15,000 บาท ชึ้นไป    
               -เข็มเจาะแพงกว่าเข็มตอกเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะพื้นดินในเขตกรุงเทพมหานครเป็นดินโคลนปนทราย ถ้าก่อสร้างอาคารสูงกว่า 16 ชั้นแล้ว จึงเป็นต้องใช้เข็มเจาะและต้นทุนค่าเสาเข็มจะแพงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
                -ประสิทธิภาพของการบริหารโครงการโดยเฉพาะค่าแรงงานถ้าบริหารได้ดีแล้วจะสามารถลดราคาต้นทุนลงบ้าง
                -ถ้าบริษัทรับเหมาก่อสร้างมีชื่อเสียงดีหรือเป็นชาวญี่ปุ่นแล้วจะคิดค่าก่อสร้างแพงกว่ากันเกือบเท่าตัว

 


ตัวอย่าง ลูกค้าของเรา

  • ธนาคารกสิกรไทย
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • ธนาคารกรุงเทพ
  • ธนาคารกรุงไทย
  • ธนาคารไทยพาณิชย์
  • ธนาคารนครหลวงไทย
  • ธนาคาร CIMB THAI
  • ธนาคาร SME
  • TT&T
  • การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย
  • การเคหะแห่งชาติ
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย
  • บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
  • บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย
  • ฯลฯ